เส้นทางที่มืดมิดที่ไม่ว่าจะนำทางไปสู่สิ่งใด นักเดินทางมือใหม่ย่อมตระหนก ผวาหวาดหวั่นเมื่อก้าวย่างแต่ละก้าวที่ย่ำเดิน ไม่สามารถคำนวณทิศทางท่ามกลางความมืดนั้นได้ จะหยุดได้เฉย ๆ ก็ไม่ได้ แต่จะยังคงรั้นฝืนเดินไปก็เสี่ยงที่จะหลงทิศผิดทาง หวนกลับมาได้ยากยิ่ง ดังนั้น…ไฟส่องทางย่อมเป็นที่โหยหาของนักเดินทางทุกผู้คน เส้นทางเดินชีวิตก็เช่นเดียวกัน ยิ่งสำหรับเด็กเยาวชนยิ่งสำคัญ การเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงของโลกและของตัวเอง เพื่อกำหนดก้าวย่างทางเดินให้ชีวิตย่อมมิใช่เรื่องง่าย ๆ

เพียงแค่ไฟดวงเล็ก ๆ ก็จะสว่างเจิดจ้าอย่างน่าอัศจรรย์ท่ามกลางความมืดสนิท กลุ่มนักกิจกรรมเล็ก ๆ ที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธา พลีกายทอดหัวใจทำหน้าที่ “ไฟส่องทาง” ดังว่า ดูพวกเขาจะเข้าใจถึงหัวอกนักเดินทางในยามค่ำเป็นอย่างดี จึงเรียกตัวเองว่า “กลุ่มไม้ขีดไฟ”

นับ 10 กว่าปีที่ กลุ่มไม้ขีดไฟ ทำงานพัฒนาศักยภาพเยาวชน เป็นทั้งวิทยากรรับจ้าง ที่องค์กรด้านเด็กเลือกใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น UNICEF, มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. และอีกมากมาย ความเป็นตัวของตัวเอง รูปแบบและสไตล์การทำค่ายแบบดั้งเดิม ความเชื่อมั่นในศรัทธาและหลักการที่สั่งสม เรียนรู้ด้วยตัวเอง และไม่ตามกระแสสังคมง่าย ๆ ยาวนานและลึกซึ้งมากพอที่เราจะนำบทเรียนและประสบการณ์ของ 3 สมาชิกกลุ่มไม้ขีดไฟ มาศึกษาเรียนรู้กัน

วงสนทนาเล็กๆ ระหว่างเพื่อนเก่า ถูกจัดขึ้นในค่ำคืนของ “ค่ายวิทยากรน้อย” จ.นครนายก (ส่วนหนึ่งของโครงการรวมพลังเยาวชนรู้รักสามัคคีเพื่อเมืองไทยแข็งแรง จัดโดย มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.) หลังจากภารกิจการทำกระบวนการในค่าย – ค่ายเยาวชน ที่ดูจะเป็น “บ้าน” หลังที่สองของ กลุ่มไม้ขีดไฟ บ่อยๆ ครั้งที่พวกเขาอยู่ค่ายมากกว่าอยู่บ้าน

ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน (กุ๋ย) พร้อมด้วยคู่ชีวิต สุมณฑา ปลื้มสูงเนิน (เอ) และ พงศธร สายชมพู (เฌอ) 3 คนสามัญธรรมดา ที่ทำหน้าที่ใช้ “ไม้ขีดไฟ” ก้านเล็กๆ “จุดประกายฝัน” ให้ผู้คนในโลกใบวุ่นวายนี้ นั่งลงพร้อมพูดคุยเล่าเรื่องต่างๆ อย่างเป็นกันเอง

พูดถึง กลุ่มกระจกเงา คนก็จะนึกถึง ครูบ้านนอก ICT ศูนย์คนหาย / พูดถึง กลุ่มดินสอสี จะนึกถึงงานศิลปวัฒนธรรม คอนเสิร์ตน้าหมู / พูดถึง กลุ่มรองเท้าแตะ ก็จะนึกถึงงานดนตรี เพลงเพื่อชีวิต – กลุ่มไม้ขีดไฟ คืออะไร?

3 คน พูดแทบจะพร้อมกัน : ค่าย กระบวนการ งานฝึกอบรม – ภาพนั้นแหละ

กลุ่มไม้ขีดไฟ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

กุ๋ย – ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน : ก็ตั้งแต่เราทำกิจกรรมที่ชมรมค่ายอาสาพัฒนา ในมหาวิทยาลัยรวมคำแหง สนใจงานค่ายมากกว่างานสร้างอาคาร เจอกันที่ไหนก็รวม ๆ กันหลาย ๆ คน ก็เริ่มทำกิจกรรมหลาย ๆ เรื่อง รับน้องอย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมการอ่าน เรื่องประชาธิปไตย ทำไปมั่วซั่วไปหมดอ่ะช่วงนั้น ค่อยๆ พัฒนาไป บางคนเข้ามาบางคนแยกตัวออกไป ช่วงนั้นก็ตั้งชื่อกลุ่มว่า กลุ่มเยาวชนเพื่อการพัฒนา…อะไรแบบเนี่ย ตั้งไปเรื่อย จนมาลงตัวกันว่า เฮ้ยย…เราน่าจะทำกลุ่มละคร ก็ควรจะมีชื่อชัด ๆ คือเขามีกลุ่มมะขามป้อม มีกลุ่มกระจกเงา แล้วก็มีพี่คนหนึ่งจากมูลนิธิผู้หญิงว่า …ไม้ขีดไฟสิ ดีนะเว้ย!! เออ!! เอานี่แหละ ไม้ขีดไฟ ก็…ไม้ขีดไฟ

แล้วความเชื่อ ความคิด รูปแบบการทำงาน แนวคิดแบบกลุ่มไม้ขีดไฟ ในงานเอามาจากไหน?

กุ๋ย – ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน : ก็มาจากประสบการณ์นี่แหละ เราไม่ได้เรียนจบมาทางด้านนี้ มันก็จำเป็นที่เราจะต้องตามคนอื่นให้ทันด้วยการอ่าน การค้นคว้า เราจะตั้งคำถามกับสิ่งที่เราทำว่าเราอยากรู้อะไร คนอื่น ๆ เขาทำอะไรอยู่ในเรื่องนี้ เราก็รวบรวม ก่อนเริ่มงานในประเด็นใหม่ๆ เราจะศึกษากันก่อนแล้วมาแชร์ข้อมูลกัน เราก็สรุปกันเองได้ รวมถึงแนวคิดข้างนอกที่คนอื่นเขาทำกันอยู่มาผสมกับตัวเรา เราก็มีทฤษฎีของเราน่ะ มันก็หลอมรวมกลายเป็นเรา เป็นแนวคิดเรา

เฌอ – พงศธร สายชมพู : 1-2-3-4 การทำงานทำกิจกรรมกับเด็กเราควรที่จะมีอะไรบ้าง เป็นหลักการแก่นของเราว่า เราจะให้อะไรกับเขาบ้าง เรามี 3 ให้ 4 ต้อง คือ ให้ความรู้ ให้ทักษะ ให้เห็นคุณค่า

เอ – สุมณฑา ปลื้มสูงเนิน : ทั้งหมดมาจากประสบการณ์ล้วน ๆ ส่วน 4 ต้อง นี่ ต้องสนุก ต้องมีส่วนร่วม…….. อะไรอีกอ่ะ! ลืมล่ะ! (หัวเราะทั้งวง)

แล้วมาทำงานในฐานะวิทยากรรับจ้าง ทำกระบวนการค่ายฯ จนเป็นที่รู้จักมากร่วมงานกับ NGO องค์กรใหญ่ ๆ ดัง ๆ เพราะความไว้ใจเชื่อมั่น มันเป็นมาอย่างไร?

เอ – สุมณฑา ปลื้มสูงเนิน : มันเริ่มมาจากว่า …เมื่อก่อนเวลาเราคิดจะระดมทุน เราก็จะคิด ขายของ (ทำโครงการ) เขียนโครงการเสนอแหล่งทุน นั่นคือวิธีคิดของ NGOs เพื่อจะหาเงิน แต่เราได้มีโอกาสไปร่วมฝึกอบรมเรื่องระดมทุนกับ มูลนิธิกองทุนไทย (TFF) พี่กวิน ชุติมา (วิทยากร) บอกเราว่า ถ้าที่เราจะขายมันไม่ใช่สิ่งเป็นจุดแข็งของเรา เราขายไปมันก็แบกภาระ เพราะมันไม่ใช่งานของเรา แกก็ให้เราตั้งคำถามว่าจริง ๆ เรามีอะไรที่เป็นจุดแข็ง เราก็พบว่าเราทำกระบวนการได้ เราก็แปลงมันเป็นสินค้า เราก็ลอง Design มันออกมาว่ามีกิจกรรมอะไรบ้างที่เราสามารถขายได้ เช่น กระบวนการสร้างแกนนำ…โน้นนี่นั่น ก็ทำเป็น Profile เป็นจดหมาย แล้วก็หว่านไปให้ทุกที่เลยว่าเรารับทำงานแบบนี้ ลักษณะนี้น่ะ จ้างเราไหม… ส่งไปเยอะมาก

กี่ปีมาแล้ว?

เฌอ – พงศธร สายชมพู : โห…. ตั้งแต่เมื่อปี 2545 แล้วน่ะ ก็ประมาณ 10 ปี

กลุ่มไม้ขีดไฟ มีปรัชญาการทำงานพัฒนาเด็กอย่างไร?

เอ – สุมณฑา ปลื้มสูงเนิน : สิ่งสำคัญที่กลุ่มไม้ขีดไฟใช้เป็นแนวทางในการทำงานคือ ความเข้าใจต่อเด็กซึ่งสำหรับผู้ที่สนใจอาจจะเริ่มง่ายๆ คือการถามว่าตอนเราเป็นเด็กเราชอบอะไรไม่ชอบอะไร เช่นเราไม่ชอบให้ดุ เราไม่ชอบผู้ใหญ่ไม่ฟังเหตุผล เราชอบเรียนรู้ด้วยการลงมือทำเป็นต้น เราก็อาจใช้ เป็นแนวในการปฎิบัติเมื่อเราจะเริ่มทำงานกับเด็ก

สิ่งสำคัญลำดับถัดมาคือ แล้วเราจะทำอะไร หรือใช้กระบวนการอะไรกับเด็ก หรือจะจัดกิจกรรมอะไร คำถามเหล่านี้อาจจะยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ตอบคือง่ายนิดเดียวคือการตั้งวงคุยกับเด็กว่าเขาสนใจอยากเรียนรู้อะไร แล้วค่อยนำมาประมวลผล ออกแบบกิจกรรมให้น่าสนใจ โดยไม่ลืมสิ่งที่เด็กบอกว่าชอบหรือไม่ชอบในตอนต้นนั่นคือแนวทางสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้น

และเป็นบทเรียนสำคัญที่กลุ่มไม้ขีดไฟค้นพบ เมื่อเราเริ่มต้นทำงานในช่วงแรกๆ และสิ่งสำคัญในลำดับถัดมาคือการพัฒนาตนเองในแนวทางของการพัฒนาเด็ก นั่นคือ ตั้งคำถามกับสิ่งที่เราสนใจ และหาคำตอบทั้งจากการพูดคุย จากการอ่าน การค้นคว้า ก็จะทำให้การทำงานพัฒนาเด็กและเยาวชนของเรารุดหน้าและเห็นผลอย่างรวดเร็ว

กุ๋ย – ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน : คือ เราทำจริงนะเรื่องนี้ เราจริงจังกับมันมาก เก็บทุกเม็ดเลยนะ มาค่ายแล้วมีเด็กหัวเราะเพื่อนที่พูดไม่ชัด นี่เราเล่นเลยนะ เราซัดเลย เราบอกว่านี่คือไม่เคารพเพื่อน จะอยู่กันยังไง… เราจะสอนทันที ทุกอย่างที่เกิดโผล่แหลมออกมา…นี่เราใส่หมดเลย แต่ใส่อย่างเป็นมิตรนะ จนกระทั่งเด็กๆ รู้แล้วว่ามาอยู่กับเรานี่ต้องยังไง เขาก็ปรับตัวอะไรที่ไม่ควรล่วงล้ำ อะไรอิสระ ผมว่าไอ้กระบวนการพวกนี้ที่เราเก็บทุกเม็ด มันทำให้เขาเปลี่ยนแปลง ซึ่งจริงๆ มันก็คือบรรทัดฐานทางสังคม แล้วเรากัดไม่ปล่อยด้วย หลุดเมื่อไรเราใส่เลย เล่นเกมส์ลามกเมื่อไรเราใส่เลย ไม่ปล่อย

ปีที่แล้วเอง ผมเคยถามน้องว่าเจอไม้ขีดไฟตั้งแต่เมื่อไร เขาว่าประถม จนมหา’ลัย จนได้ทุนไปอยู่เมืองนอก ผมถามว่ามันเกี่ยวกับพวกพี่ไหม เขาตอบว่าเกี่ยว เขาว่าเป็นเพราะกระบวนการของพวกพี่ ทำให้ผมมาถึงทุกวันนี้

เด็กหลาย ๆ คน มาแรก ๆ เลยนี่ เขาไม่กล้าแสดงออกเลย จนผ่านกระบวนการเราเด็กถึงกล้าพูดกล้าทำ แต่การที่เด็กสะท้อนว่ากล้าแสดงออกมากขึ้น กล้าพูดมากขึ้น อันนี้เป็นปรากฎการณ์ที่แตะต้องได้ แต่สิ่งที่เราทำข้างใน คือ ความภูมิใจในตัวเอง เราสร้างทักษะให้เขา ให้เขาเชื่อมั่นในตัวเอง การพูดได้นี่เป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้นเอง เรายึดหลักในการทำกิจกรรม ก็คือให้เด็กได้ทดลองทำ ได้เรียนรู้ถูกผิด และเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม เช่น โครงการรวมพลังเยาวชนรู้รักสามัคคีเพื่อเมืองไทยแข็งแรง (โดย มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.) เราให้แนวคิดเด็ก ก็ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรม ให้เด็กลงมือทำ ทำสัก 6-7 เดือน ก็เรียกกลับมาสรุปบทเรียน โดยเชื่อมให้เขาเห็นว่าทำแล้วมันเกิดอะไรบ้าง ความรู้เพิ่มไหม ทักษะอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง มีอะไรเปลี่ยนแปลงในตัวเองบ้าง มันก็จะกลับคืนไปสู่ตัวเขาทั้งผิดทั้งถูก เรียกว่าเติมคุณค่าให้

เฌอ – พงศธร สายชมพู : เริ่มแรกในช่วงของโครงการที่ว่าต้องการให้เด็กฝึกความเป็นผู้นำ การคิด/เขียนโครงการ การทำงานในชุมชน ก็จะเห็นได้ว่าเด็กเริ่มเติบโต ปีแรกนี่เหมือนจับปูใส่กระด้งเลย พอปี 2 ก็เริ่มชัดเจนขึ้นว่าใครเป็นไง ก็เริ่มเข้าหาตัวแกน ๆ นำ ๆ หน่อย แล้วก็เริ่มทำงานกัน เห็นได้ชัดว่าน้องๆ ฉายแววมากขึ้น สามารถทำงานจนชุมชนยอมรับ เราเฝ้ามองเขาหลายปีผ่านไป เขาทำกิจกรรมด้วย เรียนด้วย 2 อย่างควบคู่กันไป พอเขาเห็นว่าสิ่งที่เขาทำมันทำให้เขาเห็นคุณค่าของตัวเอง ทั้งภูมิใจเพราะเขาทำในชุมชนของเขาเอง หลายคนก้าวเข้าสู่มหา’ลัยก็ยังทำกิจกรรม และก็ยังกลับมาในพื้นที่ที่บ้าน มาช่วยน้องๆ ทำงานด้วย บางคนพอเรียนจบก็ผันตัวเองมาเป็นเจ้าหน้าที่ NGOs ซึ่งทั้งหมดเป็นผลจากกระบวนการที่เราทำ พูดได้ว่าเป็นแบบนั้น

ปัจจุบันนี้ กลุ่มไม้ขีดไฟ มีสมาชิกกี่คน?

กุ๋ย – ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน : หลักๆ มี 3 คน นอกนั้นก็เป็นอาสาสมัคร

กลุ่มอื่นๆ เขาขยายหาอาสาสมัคร หาทุน สร้างแกนนำรุ่นใหม่ หรือตั้งเป็นมูลนิธิ แบ่งงานเป็นฝ่ายๆ ขยายคนขยายงาน มีโครงสร้างองค์กรชัดเจน ทำไม กลุ่มไม้ขีดไฟ ไม่ทำแบบนั้น?

เอ – สุมณฑา ปลื้มสูงเนิน : ไม่มี… ไม่มีและยืนยันว่าจะไม่มี สมมุติว่าวันหนึ่งเราไม่มีใครทำ ก็จบ! เลิก

กุ๋ย – ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน : ฝันใคร…ก็ฝันใคร ทำเอาเอง ฝันใครก็ฝันมัน คือ มันเคยมีไง เราพยายามเราคาดหวังกับคนอื่นว่าเขาจะมาทำกับเรา แต่แล้วมันไม่เป็นอย่างนั้น ทุกวันนี้ก็เลยมาตั้งสติว่าฝันของใครก็ฝันของใคร เรามีความสุขที่ทำแบบนี้ ยังมีแรงก็ทำไป อีกสักกี่ปีก็ว่าไป เลิกทำก็เลิกทำ ใครจะตั้งต้นใหม่ก็ทำกันไป แต่ความรู้เราไม่หวงหรอก…ให้หมด

เอ – สุมณฑา ปลื้มสูงเนิน : เมื่อก่อน กลุ่มไม้ขีดไฟ ก็มีคนเยอะ แต่พอทำมาระยะหนึ่ง ก็… ฝันของเราอ่ะน่ะ แต่อาจจะไม่ใช่ฝันของน้อง ฝันของเพื่อน ก็ไม่รู้จะหอบกันไปทำไม จะรุงรังกันไปทำไม ถ้าไม่ใช่ฝันก็อย่ามาเสียเวลากันเลย ไปใช้ชีวิตของตัวเอง ตามฝันของตัวเองดีกว่า อย่างปัจจุบันน้องอาสามัครคนหนึ่งที่ทำงานกับเรามาตลอด แต่เขาเรียนมาทางบัญชี เรียนจบเขาก็ไปทำงานทางบัญชี นั่นก็คือฝันของเขา แต่เสาร์อาทิตย์หยุดงานก็มาช่วย ก็มีความสุขแบบนั้น

กุ๋ย – ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน : แต่เมื่อก่อนเราก็มี ก็คาดหวังให้เขาอยู่กับเรา อยากจะเป็นแบบนั้นแหละ มีนิคมแบบกระจกเงา (หัวเราะ)

เอ – สุมณฑา ปลื้มสูงเนิน : ก็มีพี่หนูหริ่ง (สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด) เป็นต้นแบบนั้นแหละ มีกลุ่มกระจกเงาเป็นแบบเหมือนกัน โอ๊ย!…เริ่มต้นตั้งกลุ่มก็ขึ้นไปที่เชียงรายก่อนเลย ไปหาพี่หนูหริ่งก่อนเลย เพราะเราก็ลูกศิษย์แกมาก่อน แต่ประสบการณ์ก็ค่อย ๆ ทำให้เราเรียนรู้ว่ามันก็เป็นได้แค่ต้นแบบ มันไม่ใช่เรา

แล้วปัจจุบันยังคงเดินตามฝันที่ว่าอยู่หรือไม่? หรือสมหวังดังฝันแล้ว?

กุ๋ย – ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน : ยัง ๆ ๆ อยากจะมีศูนย์ฝึกอบรมเป็นของตนเอง อยากทำงานที่บ้านอะไรงี้แหละ

เฌอ – พงศธร สายชมพู : ก็เป็นฝันร่วมตั้งแต่… หลักจากทำงานไป 3-4 ปี เราคิดว่าเรายังจะมาเดินสายไปเรื่อยๆ มันไม่ได้ล่ะ เราต้องมีพื้นที่สักที่

เอ – สุมณฑา ปลื้มสูงเนิน : เราทำงาน ระดมเงิน หาซื้อที่ตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เก็บเงินซื้อที่ 1 แปลงที่ปากช่อง ถ้าถามว่ายังตามฝันอยู่ไหม ฝันนั้นมันชัดเจนมานานละว่ามันต้องไปแบบนี้ เราตัดสินใจกันนานแล้ว เพียงแต่ว่ามันอาจจะต้องค่อย ๆ สะสมทรัพยากร สะสมโน้นนี่นั้น พอซื้อที่ได้ก็ให้เวลาอีกพักหนึ่งกว่าจะตัดสินใจหอบอพยพกันมาอยู่ มาปลูกโน้นปลูกนี่ สร้างโน้นสร้างนี่ ในขณะนั้นคนจำนวนหนึ่งก็มากับเราไม่ได้ แต่มาวันนี้ก็ OK มันได้ตรงนี้ละ ที่เหลือก็คือทำยังไงจากตรงนี้ไปถึงฝันให้ได้ อยู่ในขั้นตอนนี้

สมาชิกกลุ่มไม้ขีดไฟ (ซ้ายไปขวา) เอ๊ะ, เอ, กุ๋ย, เฌอ, เตย

อนาคตของ กลุ่มไม้ขีดไฟ ล่ะ?

กุ๋ย – ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน : อย่าพูดเรื่องนี้เลย เรื่องมันเศร้า… (หัวเราะ) ก็คงทำงานกระบวนการอยู่ที่บ้าน ยืนยันเส้นทางเดินสายนี้ กำลังเอาแนวคิดของคนที่โคจรอยู่กับพื้นที่ที่มันถูกติดตั้งมาบวกกันอยู่ แต่มันยังบวกกันไม่ลงตัว อย่างเรื่องเกษตรอินทรีย์ เรื่องอะไรที่มันเป็นเรื่องหาอยู่หากิน เรื่องแนวคิดในการทำงานเด็กที่เราฝึกฝนกันมา ก็เป็นองค์ความรู้อีกตัวหนึ่งซึ่งเราอยากจะทำห้องสมุดที่จะเผยแพร่เรื่องนี้โดยตรง หรือสื่ออื่น ๆ ให้กับคนรุ่นใหม่ที่กำลังลุกขึ้นมาทำงาน

เฌอ – พงศธร สายชมพู : หรือในเรื่องการขายกระบวนการ ขายหลักสูตรก็แล้วแต่ ในการที่จะดึงคนเข้ามามันมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

ไม้ขีดไฟ มีเว็บไซต์อยู่ มีมานานแล้วไม่ใช่เหรอ?

กุ๋ย – ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน : สั่งทำเว็บไปละ หลังจากเว็บล่ม ล่าสุดที่โดนไวรัสกินบริษัทมันก็ไม่ดูแลให้ก็เลยต้องไปหาคนมาช่วยทำ

เอ – สุมณฑา ปลื้มสูงเนิน : บางเรื่องเราก็เชยๆ อยู่ เราไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยีนะ แต่บางเรื่องเรายังไม่ไหว เอาไม่ทัน ก็ต้องยอมเชยไปก่อน ค่อยหาคนที่ชำนาญกว่ามาช่วยเราดีกว่า

กุ๋ย – ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน : คือเราไม่ใช่นักจัดการแบบพี่หนูหริ่งไง ที่จะแบบ โชะ ๆ ๆ เดือนนี้ต้องได้อันนี้… เราจะแบบเอาอันนี้ไปก่อน เดี๋ยวฉันเอากระบวนการเด็กให้อยู่มือก่อน โน้นหน่อยนี่หน่อย ค่ายกำลังจะเข้ามา Design ให้ชัดก่อน ไอ้นี้เรื่องอนาคตเดี๋ยวค่อยทำๆ แล้วมันก็ค่อย…มาเรื่อย ๆ (หัวเราะ)

31 ตุลาคม 2555