กิจกรรมเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนและนักพัฒนา
วันที่ 13-15 สิงหาคม 2547
โครงการพัฒนาระบบนิเวศเกษตรและอนุรักษ์พันธุ์พืช – บ้านห้วยหินดำ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี

วิทยากร

พยงค์ ศรีทอง (รัฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นักพัฒนาดีเด่นสาขาพัฒนาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จากสโมสรโรตาลี่ป่าเลไลย์ 2542, รางวัลลูกโลกสีเขียวประเภทบุคคลดีเด่น 2542

ประเด็นที่ได้ศึกษา

  1. เกษตรกรรมทางเลือก ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ องค์ความรู้ด้านการพัฒนาของวิทยากร
  2. ความเข็มแข็งของชุมชน (กลุ่มแม่บ้านทอผ้า, กลุ่มชาวบ้านดูแลป่าชุมชน)
  3. ผลกระทบชุมชนจากโครงการพัฒนาราชดำริ (บ้านป่าคู้)

โครงการพัฒนาระบบนิเวศเกษตรและอนุรักษ์พันธุ์พืช (Project for Agroecology Development and Plant Genetic Resources Conservation : AGRECO/PGRC) เป็นโครงการขนาดเล็กที่เริ่มกิจกรรมการอนุรักษ์และการพัฒนาในชุมชนกะเหรี่ยงในภาคกลาง มาตั้งแต่ปี 2535 โดยขณะนั้นโครงการอยู่ภายใต้ร่มของศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคม จ.สุพรรณบุรี อย่างไรก็ตาม โครงการได้แยกการบริหารออกเป็นอิสระนับแต่ปี 2538 เป็นต้นมา

โครงการมีเป้าหมายระยะยาวอยู่ที่การแสวงหาและพัฒนาองค์ความรู้ อันจำเป็นต่อการปรับปรุงคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของชุมชนเกษตรกรรม อันเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศไทย ให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สมดุล

สำนักงานโครงการตั้งอยู่ที่ บ้านห้วยหินดำ ม. 6 ต.วังยาว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี และมีพื้นที่ทำงานในชุมชนชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง และเกษตรกรไทย ในบริเวณป่ารอยต่อของ 3 จังหวัด คือ อ.ด่านช้าง จ. สุพรรณบุรี อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี และ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ปัจจุบันกิจกรรมอันเป็นภาระกิจหลักซึ่งจะนำสู่เป้าหมายของโครงการประกอบด้วย

  1. การพัฒนาระบบเกษตรนิเวศ (Development of Ecological Agriculture) ระบบเกษตรนิเวศ เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำไปสู่การเสริมความมั่นคงให้กับเกษตรกรในระบบเกษตรกรรมแบบพื้นบ้าน เช่น การทำไร่หมุนเวียน โดยการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ควบคู่กับการสร้างรายได้ที่เป็นตัวเงิน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการให้ความสำคัญกับการทำการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร และองค์ความรู้ที่จะนำสู่การรักษา ความมั่นคง (stability) และ ผลิตภาพ (productivity) ของระบบเกษตรกรรมพื้นบ้าน เช่น การทดลองเกี่ยวกับพืชคลุมบำรุงดิน วนเกษตร การปรับปรุงดินและการจัดการศัตรูพืชแบบอินทรีย์ กิจกรรมนี้เคยได้รับการสนับสนุนเบื้องต้นจาก The Canada Fund ในนามโครงการย่อย Sustainable Agriculture and Food Security for Karen Villagers ซึ่งส่งผลให้เกิดวิทยากรเกษตรกรในเรื่องเกษตรอินทรีย์จำนวน 10 ราย และเกิดองค์กรเกษตรกร ซึ่งได้รับรางวัลผู้ผลิตสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมดีเด่น จากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ปี 2544 อีกด้วย
  2. การอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมพืช (Conservation of Plant Genetic Resources) พันธุ์พืช เป็นทรัพยากรที่สำคัญของการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระบบการผลิตที่ต้องการนำสู่ความมั่นคงและการพึ่งตนเองของเกษตรกร ดังนั้นโครงการจึงให้ความสำคัญกับการศึกษาและรวบรวมพันธุกรรมพืชพื้นบ้าน หลายชนิดทั้งเพื่อนำไปใช้ในการผลิตในปัจจุบัน และการป้องกันการสูญพันธุ์ในระยะยาว โดยโครงการส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมเหล่านี้ เช่น โครงการ Collection and Enhancement of Tropical Fruit Germplasm สนับสนุนโดย AusAID เป็นต้นนอกจากนี้แล้ว โครงการยังร่วมมือกับ ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสำนักงานป่าไม้เขตบ้านโป่ง ในการสนับสนุนองค์กรชาวบ้านในการจัดการป่าไม้และการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ ในรูปของป่าชุมชน ที่บ้านห้วยหินดำ อ. ด่านช้าง จ. สุพรรณบุรี ซึ่งต่อมาได้มีการเชื่อมร้อยหลายชุมชนเข้าด้วยกัน และพัฒนาเป็นเครือข่ายชาวบ้านที่ร่วมกันดูแลรักษาป่า
  3. การวิจัยภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวกะเหรี่ยง (Research of Karen Indigenous Knowledge) โครงการได้ทำการสำรวจ และการบันทึกองค์ความรู้ดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงโปเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการสูญหาย และเพื่อใช้เป็นฐานสำหรับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในปัจจุบัน ลักษณะสำคัญของการวิจัยคือ การวิจัยโดยการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน (Participatory Action Research) ทั้งการดำเนินการโดยนักวิจัยของโครงการเอง และ การประสานงานกับนักวิจัยภายนอกให้เข้ามาทำงานวิจัยร่วมกับชุมชน หัวข้อวิจัยที่ผ่านมา เช่น การศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้านเกี่ยวกับพืชให้สีของชาวกะเหรี่ยง การฟื้นฟูและพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับพืชให้สี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Biodiversity Research and Training Program (BRT) เป็นต้น

โครงการดังกล่าว ได้นำสู่การสร้างพลังความเข้มแข็งให้กับสตรีกะเหรี่ยง ให้มีความเชื่อมั่นในภูมิปัญญาและความสามารถของตนเอง มีเสียงมีบทบาทในครัวเรือนและกิจการของ ชุมชนมากขึ้น ซึ่งต่อมาเกิดการเชื่อมโยงสตรีในหลายหมู่บ้านเข้าด้วยกัน และถักทอเป็นเครือข่าย ที่ดำเนินกิจกรรมการผลิตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่สมถะ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรม ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่นอย่างกลมกลืน

ล้อมวงสนทนาท่ามกลางแมกไม้
พี่พยงค์ (ขวาสุด) กำลังเล่าเรื่องเกษตรอินทรีย์
วิถีธรรมชาติ วิถีชุมชน กับ การเรียนรู้ของคนหนุ่มสาว