จอมพล ป.พิบูลสงคราม หนึ่งในคณะราษฎรสายทหาร ผู้ร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี 2475 และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของไทย ในระหว่างปี 2481-2487 มีนโยบายการสร้างชาติ แนวชาตินิม อาทิ การออกกฎหมายคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ สงวนอาชีพบางอย่างไว้เฉพาะคนไทยเท่านั้น และปลูกฝังให้ประชาชนนิยมใช้สินค้าไทย ด้วยคำขวัญสุดคลาสสิคที่ว่า “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ”

นอกจากนี้ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยังได้เปลี่ยนแปลงประเพณีและวัฒนธรรมบางอย่าง เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้เกิดความทันสมัย เป็นสากล เช่น ประกาศให้ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง เลิกสวมเสื้อราชประแตน ให้นุ่งกางเกงขายาวแทน ยกเลิกบรรดาศักดิ์และยศข้าราชการพลเรือน มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2482 และเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากเดิมวันที่ 1 เมษายนของทุกปี มาเป็นวันที่ 1 มกราคมของทุกปี ให้สอดคล้องกับสากลโลก โดยเริ่มเปลี่ยนในปี 2484 ทำให้ในปี 2483 มีเพียง 9 เดือนเท่านั้น

มีหนึ่งผลงานสำคัญของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ตราบทุกวันนี้ ก็คือ “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” ถนนราชดำเนิน

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เกิดขึ้นจากดำริของจอมพล ป. ที่จะสร้างอนุสรณ์เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังรำลึกถึงความสามัคคีกลมเกลียวในชาติ และพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตลอดจนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนี้นำมาซึ่งความสถาพรแก่ชาติ

รัฐบาลจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดหาพื้นที่เหมาะสมแก่การสร้างอนุสาวรีย์ จึงเห็นว่าบริเวณถนนราชดำเนินที่กำลังมีการปรับปรุงอยู่ในขณะนั้น เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด ทั้งในขณะนั้นยังมีการก่อสร้าง สะพานเฉลิมวันชาติ ในบริเวณเดียวกันด้วย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สร้างขึ้นตามแบบที่ หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ออกแบบเพื่อส่งเข้าประกวดและได้รางวัลชนะเลิศ ซึ่งการออกแบบนั้นได้นำสถาปัตยกรรมแบบไทยมาผสมผสาน ตรงกลางเป็นสมุดไทยที่สื่อถึง “รัฐธรรมนูญ” ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า

สำหรับการก่อสร้างอนุสาวรีย์ฯ รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการทำหน้าที่ควบคุม โดยมี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง และ นายสิทธิเดช แสงหิรัญ เป็นผู้ช่วยปั้นอนุสาวรีย์

วันที่ 24 มิถนายน 2482 ซึ่งเป็นวันชาติในขณะนั้น เป็นวันก่อฤกษ์ โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมณฑล พิธีเริ่มต้นขึ้นในเวลา 9 นาฬิกา 16 นาที เสร็จสิ้นเมื่อเวลา 9 นาฬิกา 57 นาที

จอมพล ป.พิบูลสงคราม

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2583 โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวไว้ในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ตอนหนึ่งว่า

“อนุสาวรีย์นี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญก้าวหน้าทั้งมวล เป็นต้นว่า ถนนสายต่าง ๆ ที่จะออกจากกรุงเทพฯ ไปยังหัวเมืองก็จะนับต้นทางจากอนุสาวรีย์นี้ ถนนราชดำเนินซึ่งเป็นแนวของอนุสาวรีย์ก็กำลังสร้างอาคารให้สง่างามเป็นที่เชิดชูเกียรติของประเทศ และเป็นการสนองพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยจะทำให้ถนนนี้เป็นที่เชิดชูยิ่ง”

เหรียญที่ระลึกการสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

เหรียญสร้างชาติ ออกแบบโดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นเหรียญปั๊ม รูปเสมา มีหูในตัว สร้างขึ้นมาในปี 2482 ด้านหน้าเป็นรูป อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ด้านหลัง มีอักษรไทยจารึกว่า สร้างชาติ

มีการจัดทำพิธีพุทธธาภิเษกครั้งแรก ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ

ครั้งที่ 2 ได้จัดพิธีชัยมังคลาภิเษก ณ พระอุโบสถ วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพฯ โดยมี สมเด็จพระสังฆราช แพ ทรงเป็นองค์ ประธาน เจ้าคุณศรีสนธ์ วัดสุทัศน์ เป็นเจ้าพิธี และนอกจากนั้นยังมีบางส่วนที่ได้นำมาให้ หลวงพ่อผิน วัดโพธิ์กรุ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ทำการปลุกเสก ซึ่งในเหรียญส่วนนี้มีการลงจารอักขระด้านหน้าเหรียญด้วย

กล่าวสำหรับ หลวงพ่อผิน พุทธสโร หรือ “พระครูวิบูลศีลาจาร” เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2424 อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2447 ที่วัดโพธิ์กรุ มีพระอธิการแย้ม วัดกุฎีดาว อ.เมือง จ.เพชรบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ศึกษาวิชาทั้งพระธรรมวินัย หนังสือไทย หนังสือขอม อักขระวิธี และวิชาความรู้ด้านต่าง ๆ กับพระอธิการอิน เจ้าอาวาสวัดโพธิ์กรุ จนแตกฉาน ในปี 2451 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์กรุ สืบต่อจากพระอธิการอิน ในขณะนั้นมีอายุได้เพียง 27 ปีเท่านั้น ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลท่าช้าง เมื่อปี 2488 และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่พระครูวิบูลศีลจาร

เหรียญสร้างชาติ ได้รับการปลุกเสกพิธีใหญ่จากพระเกจิคณาจารย์ ยุคสมัยสงครามอินโดจีน 108 รูป อาทิเช่น

  • สมเด็จพระสังฆราช แพ วัดสุทัศน์ เป็นองค์ประธาน
  • เจ้าคุณศรีสนธ์ วัดสุทัศน์ เป็นเจ้าพิธี
  • หลวงพ่อผิน วัดโพธิ์กรุ จ.เพชรบุรี เมตตาลงจารอักขระบนเหรียญ
  • เจ้าคุณผล วัดหนัง กรุงเทพฯ
  • เจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ กรุงเทพฯ
  • หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ
  • หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
  • หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด กรุงเทพฯ
  • หลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก กรุงเทพฯ
  • หลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่นอก กรุงเทพฯ
  • หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์
  • หลวงพ่อสาย วัดพยัคฆาราม จ.ลพบุรี
  • หลวงพ่อพุก วัดพระยาทำ จ.ปราจีนบุรี
  • หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา จ.ปราจีนบุรี
  • หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จ.อยุธยา
  • หลวงพ่อคง วัดบางกระพ้อม จ.สมุทรสงคราม
  • หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ จ.ชลบุรี
  • หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว จ.ฉะเชิงเทรา
  • หลวงพ่อทองสุข วัดโตนดหลวง จ.เพชรบุรี
  • หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ จ.กาญจนบุรี

เป็นต้น

ถือเป็นวัตถุมงคลที่มีพุทธคุณครบสูตร แก้คุณไสย เมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด ปลอดภัย พกพาหรือแขวนไปได้ทุกที่ไม่มีเสื่อม ทหารไทยเคยแขวนไปรบในสงครามอินโดจีน สงครามเวียดนาม ต่างรอดตายกลับมาทุกคน

ส่วนใหญ่ที่พบ เหรียญจะมีสภาพสึก ผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย นั่นแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ที่มีมาช้านานแล้ว