Showing: 1 - 38 of 38 RESULTS
บทกวี

ลำนำกำเนิดดาว (QuaOs)

ริมฟากฝั่ง…ข้ายืนอยู่ลำพังคลื่นสาดซัดประดังหลอกหลอนด้วยความหลังเพียงภาพพร่า กอบทรายขึ้นในมือขยำร่วนร่วงกราวก็พราวใสนี่หรือฝุ่นละอองจากหินแก้วที่ใดใดลมน้ำโหมกระหน่ำให้แตกพลัดพรายยังไม่อาจซ่อนเค้าแวววาวเดิม ทั่วร่างข้าแม้ระคายทรายหยาบพอได้มึนชาเริ่มเหนื่อยล้าจนนอนทอดตาหรี่มองเบื้องฟ้าสูงอากาศชุ่มชื้นชักพาให้เคลิ้มคล้อยง่วงงุนแต่ในสติยังตรึกด้วยนึกพิศวงสงสัย กลางทุ่งหญ้านานาพืชพันธุ์ชูใบระบัดพรรณหลังสร่างฝนแสงจันทร์คราวคืนสว่างนวลแหวกเมฆหม่นสะท้อนแสงคงระริกแหลมคล้ายมณีมีเหลี่ยมมุมในใจกลางหยาดน้ำกลมเกาะทั่วใบเปียกปอนคล้ายโลกแน่นิ่งหากเพียงนอนพักในหลับไหลหาใช่ดับตาย แลมองขึ้นไปเห็นนทีใหญ่เป็นสายธารดาวคือทางช้างเผือกที่เขาเรียกขานแต่โลหิตกระเซ็นเข้าบังตาอยู่ช้านานขาวสล้างจึงกลับเห็นขุ่นเป็นตมแดง ขณะบนผืนพิภพเบื้องล่างอีกครั้งสายน้ำใหญ่ไหลหลั่งหล่อเลี้ยงดังสายเลือดสีชาดฉานจากบรรพตสัณฐานบัวตูมก้อนหทัยงามไหลสู่มหาสมุทรหลาม…เพื่อรอระเหยหายเป็นไอคืนเมฆา เพื่อทนทานการบดอัดขัดสีในเนื้อน้ำฉ่ำชุ่มที่อากาศโอบอุ้มลมหมุนพัดหอบสูงก่อเกิดพลานุภาพคือสายฟ้าแปลบปลาบดูน่าหวาดผวาทารุณฟันฟาดวินาศสูญเป็นเร้นลับอัศจรรย์แก่ชนทั้งหลายแต่บรรพกาเล แม้ลึกเร้นลงไปใต้เปลือกเย็นชาแห่งภูผาหนักทึบยังศิลาหลอมร้อนระอุไหลเวียนอึกทึกรอปะทุขึ้นในแก่นกลางหัวใจแห่งปฐพีที่เราเหยียบยืนยังเต้นตุบตึงสูบฉีดลาวาทั้งแผดเผาไฟจากเตาแผ่ซ่านไป ครั้นยามทิวาวันอันวกวุ่นแกนโลกพลิ้วหมุนยกนำสู่สารพัดแสงผองชนก็เริงร่าพากันสรรเสริญที่เติมแรงบ้างก็ขยับขับหมุนนานากิจการไปตามตำแหน่งแห่งที่ตน เมื่อรัตติทมิฬมาทวงคืนค่ำแกนโลกพลัดหมุนกดให้ดำดิ่งลงแดนอัปสูรย์หมู่คนก็ซบหน้าคร่ำครวญหาอาดูรบ้างก็หลับไหลเป็นเบื้อใบ้ไม่รู้แล้ว …

บทกวี

วันเด็ก (พจนาถ พจนาพิทักษ์)

แม้รอยยิ้มมิอาจกลบเสียงไฟสงครามแต่หัวใจบริสุทธิ์…จะทำให้การประหัตประหารทั้งมวลได้อับอายใจบริสุทธิ์…จะทำให้ฝุ่นควันเมือง งดงามเหมือนสายหมอก พวกเด็กๆ มักเป็นผู้ครอบครองน้ำฝนใสไว้ในใจน้ำฝนใสที่จะมาชะล้างใจปนเปื้อนเมื่อเพื่อนผู้ใหญ่ของพวกเขา ลืมไปว่าหัวใจของตัวเองก็เคยบริสุทธิ์เช่นนี้มาก่อนเหมือนกัน เด็ก ๆ เป็นความหมายดั้งเดิมของคำว่า การให้อภัย ความรัก …

บทกวี

วันสบาย (Phrompala)

ตื่นเช้า.. รับลมเบาๆ รู้สึกสดชื่น..อาบน้ำ.. แต่งตัว.. อย่างเรียบง่าย..บ่ายคล้อย.. ลมลอยมา.. ปะทะตัว..นั่งจิบกาแฟ.. อ่านหนังสือดี.. สักหนึ่งเล่ม..ตอนเย็น. .เดินเล่น.. …

บทกวี

รอ..รอ.. (Phrompala)

ก็แค่คนเดินดินธรรมดาจะเห็นค่ากันบ้างหรือเปล่าหนออย่าให้หัวใจมัวแต่เฝ้ารอจนมันท้อรอเธอจนเหนื่อยใจ เมื่อวันนี้มีแต่เธอไม่มีใครแล้วเมื่อไรจะมีฉันในใจเธอหรือวันนั้นสำหรับฉันคงจะเก้อเพราะว่าเธอไม่เคยคิดเหมือนกับฉัน Phrompala

Die Internationale, 1930 by Otto GRIEBEL
บทกวี

รวมพลังเราชาวแรงงาน (ดอกหญ้า)

รวมพลังพวกเราชาวแรงานอย่าให้เขาเผาผลาญแรงงานสิ้นชีวิตนี้มิอาจจะโบยบินสูญสิ้นทั้ง อิสระ และ เสรี รวมพลังกันเถอะพวกเราชาวแรงงานเพื่อพบพาน อิสระ เสรี อันยิ่งใหญ่สิ่งประสงค์มุ่งหวังอยู่ไม่ไกลเพียงพวกเรารวมใจเป็นหนึ่งเดียว ดอกหญ้าแด่นักต่อสู้ผู้ใช้แรงงานทุกท่าน, 23 กันยายน …

บทกวี ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน

เกิดในรั้วมหาลัย ไปตายคาโรงเบียร์ (MG)

อย่าไปโทษ คนรุ่นใหม่ ให้มากนักหัดรู้จัก โทษใจ ในตัวบ้างเป็นนักคิด ใยไม่คิด ให้เกิดทางเป็นนักฟัง ใยไม่ห่าง เพลงหากิน เป็นนักร้อง …

บทกวี

กวีที่..ตัวฉัน… (พฤกษา ธาตรี)

…เมื่อดอกไม้ …ออกช่อ …ชวนล่อผึ้ง…เมื่อนกถึง …ปลายทาง …ไม่ห่างหาย…เมื่อหยาดฝน …หล่นโรย …ลงโปรยปราย…เมื่ออรุณ …เริ่มฉาย …ประกายทอง …เมื่อความหวัง …

บทกวี

เรื่องราว…จากดินแดนสีแดง (ส.ลมพา)

เปรียบฝนที่หล่นสายก็เปรียบได้ดังฝนกรดเปรียบน้ำที่หลั่งรดได้ดั่งหยดหยาดน้ำตา หากฟ้าที่มองเห็นก็เปรียบเช่นดั่งเดนฟ้าถ้าหากแม้นมีเทวดาก็คลั่งบ้าอำนาจตน หากเสียงที่แสร้งเศร้าก็เสียงเจ้าผู้ฉ้อฉลถ้าว่าเสียง…ที่เศร้า…จนสุดจะทนก็เสียงคน ผู้ถูกคุกคาม หากถามความจริงนั้นก็ป่วยการที่จะถามหากจะหา ความเลวทรามก็โปรดถาม…ผู้ที่มาย่ำยี ที่นี่…ที่ฉันเห็นก็มีให้เห็นไม่ต่างนี้เห็นคนแก้ แค่ขอไปทีเห็นแต่ความอัปรีย์ ของปากกระบอกปืน ฉันเห็น…เจ้าบ้านถูกเชือดเฉือนฉันเห็น…ผู้มาเยือนที่กระหายหื่นมือที่เห็น…ฉันเห็น…เขาถือปืนสิ่งที่เขาหยิบยื่น …

บทกวี

ธาตรี (พฤกษา ธาตรี)

…เสน่ห์หอม …ล้อมกาย …ยามสายฝน…โปรยปรายหล่น …พร่างพรู …ไม่รู้สิ้น…หยดกระเด็น …เซ็นซ่าน …บนลานดิน…ส่งไอกลิ่น …จากป่า …บนธาตรี พฤกษา …

บทกวี

เคยฝันถึงเสรีภาพบ้างไหม? (เรวัตร บูรณธนิต)

เคยฝัน… ถึงเสรีภาพ… บ้างไหม…ต่างคนต่าง เดินทาง ตามความฝันเสรีภาพ ที่จะคิด แตกต่างกันเสรีภาพ ที่จะฝัน ตามหัวใจ… คงไม่มี… …

บทกวี

รักแท้คืออะไร? (เด็ก ม.ปลาย CM)

รักแท้ ??? …คือ… สิ่งที่ไม่มีตัวตน…คือ… การเสียสละ…คือ… ความเข้าใจ…คือ… ตลอดไป…คือ… สิ่งไม่ตาย…คือ… ??? มีคนมากมายที่ยังไม่รู้ว่ารักแท้คืออะไรต้องสัมผัวด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะรู้ว่ารักแท้คืออะไร??? …

บทกวี

จดหมายถึงดวงดาว (น้องอุ้ย)

นี่คือจดหมายถึงดวงดาวทั่วทุกดวงที่พร่างพราวบนราวฟ้าและทุกดวงที่ดับแสงตกลงมาฉันอยากรู้ว่าบนฟ้าเป็นอย่างไร? ในหมู่ดาวบนฟ้ามากกว่ามากเธอเองจะเคยอยากร้องไห้ไหม?แม้บนฟ้าจะมีดาวอยู่มากมายจะมีไหมที่เธอ “เดียวดาย” — ท่ามกลาง เวลาเธอกระพริบระยิบระยับแต่บางคราวคล้ายใกล้ดับลับจากฟ้าหรือเพราะเธอกำลังสะอื้นกลางนภาและเหว่ว้าอยู่ลำพังอย่างผู้เดียว นี่คือจดหมายถึงดวงดาวฉันเอง — ไม่อยากให้เธอเศร้าไปกว่านี้นั่งมองดาวพราวน้ำตาบ้าสิ้นดีหรือน้ำตาที่เห็นนี่ของ — …

บทกวี

สำเนียงว่างเปล่า (หมาเอกเขนก…กลางท้องทุ่ง)

เธอได้ยินสำเนียงของความว่างเปล่านั่นไหมคล้ายมันแว่วดังจากที่ไกลแสนไกล…บางคราวประดุจดั่งสายลมพัดไหว แกว่งไกวหัวใจให้อ่อนล้าสายลมแห่งความเสียใจ…ถูกทับถมด้วยหยาดน้ำตาเป็นเวลานานเหลือเกิน หัวใจแตกสลายไม่อาจร่ำร้องเรียกหาสิ่งใดมันเพียงคร่ำครวญอย่างแผ่วเบาเปล่งซุ่มเสียงไร้ถ้อยคำเหล่านั้นกังวานสะท้อนในหัวใจว่างเปล่าเยือกเย็น หมาเอกเขนก…กลางท้องทุ่ง

บทกวี

จันทร์กลางเมือง (เมือง ไม้ขม)

ฟากฟ้ากว้างกลางนภาราตรีค่ำคืนนี้จันทร์นวลชวนหลงไหลแสงจันทร์แจ่มแจ้งชัดรัดดวงใจหมู่ดาวไซร้ วนเวียนเคียงข้างกัน มิเคยเหงาหรอกจันทร์ท่ามกลางป่ามีดาราเป็นเพื่อนมิเปลี่ยนผันคืนข้างแรมหมู่ดาวเรียกหาจันทร์ข้างขึ้นนั้นจันทราราเรียกหาดาว เป็นสายใยสัมพันธ์ที่แจ่มชัดเป็นแสงส่องสัมผัสที่ชัดวาวมิใช่สายใยมายาที่พริบพราวที่สกาวชั่วคราวแล้วจากไป แต่วันหนึ่งแสงดวงดาวเริ่มลาเลือนลิบลับร่วงดาวลาเดือนเตือนใจหายมิอาจทนสู้แสงเปล่งประกายจากหลอดไฟนีออนบนพื้นดิน แสงนี้คือแสงเจิดจ้ามหาภัยแสงที่ซึ่งทำลายทุกสิ่งสิ้นธรรมชาติ ป่าไม้ถูกกัดกินแม้แต่ดาวยังดาวดิ้นสิ้นสุดไป ฟากฟ้ากว้างกลางนภาราตรีกลางเมืองนี้มีจันทร์นวลน่าหลงไหลแต่ฟ้ากว้างกลับร้างดาวร้าวดวงใจสิ้นสายใยอย่างโดดเดี่ยวและเดียวดาย เมือง ไม้ขม

บทกวี

ละคร…ชีวิต (พิราบขาว)

อยากจะเปรียบชีวิต คือ ละครแบ่งเป็นตอนดังใจเราเคยฝันเมื่อแรกเริ่มกำเนิดมาจากครรภ์มีชีวิตสุขสันต์แสนเปรมปรีด์ ครั้นเติบใหญ่รายล้อมด้วยความรักใฝ่ปัญญาศึกษาเพิ่มราศีมีคู่ทุกข์คู่ยากลูกหลานดีเพียงเท่านี้ชีวีก็สุขใจ หากความจริงเรารู้แสนยากนักเราประจักษ์ชีวิตใช่สดใสไม่สามารถลิขิตความเป็นไปหารู้ไม่สิ่งใดต้องเจอะเจอ แต่สิ่งหนึ่งพึงรู้พึงตระหนักชีวิตเราจักไซร้กำหนดได้ชีวิตใครชีวิตมันกำหนดไปหากเพียงใจรักดีก็ดีแฮ ทั้งสุขีทุกขังสังวรณ์ไว้ปล่อยสายน้ำเวียนไปตามกระแสสัจธรรมกาลเวลาย่อมผันแปรขอแค่ใจมั่นคง….จงกระทำ พิราบขาว

บทกวี

ในนามแห่งความเป็นชาติ (ประเสริฐ จันทร์คำ)

พวกเราต่างร้องเรียกหาความเป็น “ชาติ” ปลุกจิตสำนึกในความรัก “ชาติ”พอสบสายตากลับเห็นเป็นคนแปลกหน้าขณะที่ยืนอยู่ ณ อาณาเขตของ “ชาติ”เราต่างคอยจ้องจับผิดคิดว่ามันไม่ใช่ “ชาติ” เรากลัวมันจะก้าวล่วงอธิปไตยแห่ง “ชาติ”มิน่า…เพราะเรามัวเมากับความเป็น …

บทกวี

แสงเทียน (พิราบขาว)

จะมี…กี่คน…กันฤาเล่าแม้นล้ม…จักลุก…สู่เป้าหมายก้าวเดิน…ฟันฝ่า…คือแรงกายแล้วไซร้…แรงใจ…ใครดูแล อย่าหวัง…เพียงพิง…อิงคนข้างอย่าอ้าง…เพียงลม…ไม่โบกไหวอย่าคิด…เพียงเรา…ไม่มีใครอย่าไป…ยึดติด…เพียงรอบตัว อาทิตย์…ยามเช้า…คือส่องแสงจันทรา…ยามเย็น…คือสุกใสเวลา…ผันเปลี่ยน…คือดับไปมิอาจ…ต้านแรง…และทัดทาน เทียนหนึ่ง…เทียนน้อย…เจ้าจุดไว้เป็นไป…เจ้าสรรค์…สร้างความหวังท่ามกลาง…มืดมิด…คือพลังหาไม่…ดับไป…ตามกาเล จงเป็น…ผู้จุด…แสงสว่างจงสร้าง…แสงเทียน…สว่างไสวดูแล…เทียนนี้…ที่ในใจเก็บเป็น…แรงใจ…ตลอดกาล พิราบขาว

บทกวี ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน

ฝันให้ไกลไปให้ถึง (วัฒน์ วรรลยางกูร)

ฟากฟ้าฝั่งฝัน ไกลกว้างเพียงไหนมิเหนือดวงใจ จะใฝ่จะฝันแลโลกสับสน และคนเศร้าโศกแลโลกทั้งโลก ขมฝืดเกินฝันโลกร้อนไฟลาม สงครามรุกรานเนื้อเลือดกระดูก , หัวใจร้าวราน มิใช่ความฝัน เราจึงใฝ่ฝันถึงสันติภาพเลี้ยงนกพิราบไว้ในความฝัน …

บทกวี ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน

ฝนแรก (จิระนันท์ พิตรปรีชา)

ฝนแรกเดือนพฤษภารินสายมาเป็นสีแดงฝนเหล็กอันรุนแรงทะลวงร่างเลือดพร่างพราว หลั่งนองท้องถนนเป็นสายชลอันขื่นคาวแหลกร่วงกี่ดวงดาวและแหลกร้าวกี่ดวงใจ บาดแผลของแผ่นดินมิรู้สิ้นเมื่อวันใดอำนาจทมิฬใครทมึนฆ่าประชาชน เลือดสู้จะสืบสายความตายจะปลุกคนวิญญาณจะทานทนพิทักษ์เทิด ประชาธรรม ฝนแรกแทรกดินหายฝากความหมายความทรงจำฝากดินให้ชุ่มดำเลี้ยงพืชกล้า ประชาธิปไตย จิระนันท์ พิตรปรีชา

บทกวี ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน

ถึงบัณฑิต (คมทวน คันธนู)

แต่ละข้ามแต่ละขั้นของบัณฑิตทุกย่างก้าวกว่าพิชิตล้วนยากเข็ญแต่ละช่วงแต่ละฉากล้วนยากเย็นทุกก้าวย่างกว่าจะเป็นแทบวายปราณ ซึ่งสังคมเส็งเคร็งและโสโครกพร้อมสับโขกใครใครที่ไม่ผ่านค่านิยมปริญญาเหมือนปราการคอยแบ่งงานแบ่งเหงื่อแห่งเชื้อชน ก็เหงื่อไคลของใครนั้นไหลหลั่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จอันเผล็ดผลเหงื่อซึ่งสร้างสร้างทางให้หลายหลายคนขึ้นหอคอยคอยปล้นเหงื่อคนกิน สำหรับเธอถึงดั้นถึงบัณฑิตหากความคิดแคบคับถึงทรัพย์สินรักษาตัวตามตำราจนชาชินกระซวกเลือดกำซาบลิ้นเหลือโอชะ จึงบัณฑิตทรราชย์มีกลาดเกลื่อนเสื้อครุยเปื้อนจมปลักความกักขละอนาคตข้างหน้าล้วนภาระเธอต้องกวาดกองขยะให้สังคม แต่ละวารแต่ละวันของบัณฑิตต้องทำลายอภิสิทธิ์ที่สั่งสมแต่ละก้าวแต่ละย่างต้องล้างล้มความโสมมทั้งหมดด้วยมือเธอ คมทวน คันธนูนาฏกรรมบนลานกว้าง, มีนาคม 2525

บทกวี ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน

เกิดวันที่ 6 ตุลา 2519 (จิระนันท์ พิตรปรีชา)

เมื่อสายใยในชาติขาดสะบั้นสิ้นสายครรภ์มาตุคามไร้ความหมายก่อนกำหนดกฎกำเนิดเกิดเพื่อตายเพียงลิ่มเลือดเละร้ายคล้ายเศษคน ร่างทารกอัปลักษณ์ทะลักหลุดซากมนุษย์ที่ชีวิตถูกปลิดปล้นประจานเหตุประเทศนี้เกิดวิกลเกลื่อนถนนก่นสังหาร…ลูกหลานใคร? เป็นตราบาปคราบบ้าที่ปรากฏประทับรอยอัปยศครั้งยิ่งใหญ่ภาพนรกหกตุลาจึงพร่าไป(สะดวกใจถ้าไม่ต้องเหลียวมองดู) หากทารกหกตุลายังเหลือรอดเด็กที่คลอดกลางลานประหารหมู่กระสุนกราดสาดสั่งเสียงพรั่งพรูสอนให้รู้หลังตระหนกหกตุลา เป็นวันเกิดที่มากับการดับสิ้นต้องขาดวิ่นสูญวัยไร้เดียงสาน้ำตาหยาดหมาดแล้วในแก้วตาเมื่อแผ่นดินมารดากระด้างเกิน เติบโตและแตกต่างอย่างแกร่งกร้าวปวดร้าวคราวปะทะระหกระเหินดาวศรัทธาที่ส่องสร้างเส้นทางเดินร่วงลับเนิน…ฝังสหายอีกหลายคน คือตำนานเดือนตุลา (ถ้าจะนับ)ยี่สิบเจ็ดปี.. ที่เกิดดับยังสับสนยี่สิบเจ็ดปี…ที่คนขลาดพิฆาตคนและวิญญาณวีรชนยังวนเวียน ใครคือ …

บทกวี ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน

ความหวัง (เสกสรรค์ ประเสริฐกุล)

คืนนี้มืด ใช่มืดสนิทไฟดวงนิดยังมีแสงขอเพียงลมพัดแรงเถ้ามอดแดงก็จะลาม ทุ่งนี้รก ใช่รกหมดนั่นข้าวสดขึ้นแทรกหนามขอเพียงฝนจากฟ้าครามข้าวจะงามทั่วหญ้าคา เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, 2518

บทกวี ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน

ครบรอบปี – สิบสี่ตุลา (วิสา คัญทัพ)

สิบสี่ตุลา – วันมหาปิติพระปกเกล้าทรงดำริพระราชดำรัสทรงลงพระปรมาภิไธยอนุมัติไทยยังจำ – คำสัตย์ เสมอมา สองสี่เจ็ดห้าถึงสองพันห้าร้อยสิบหกโอ้พระปกฯ – ประชาธิปไตยอยู่ไหนหนาสิ้นแผ่นดินเผด็จการก็ลานตาทุรชนเรียงหน้าเข้าราวี สิบสี่ตุลา …

บทกวี ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน

อหังการของดอกไม้ (จิระนันท์ พิตรปรีชา)

สตรีมีสองมือมั่นยึดถือในแก่นสารเกลียวเอ็นจักเป็นงานมิใช่ร่านหลงแพรพรรณ สตรีมีสองตีนไว้ป่ายปีนความใฝ่ฝันยืนหยัดอยู่ร่วมกันมิหมายมั่นกินแรงใคร สตรีมีดวงตาเพื่อเสาะหาชีวิตใหม่มองโลกอย่างกว้างไกลมิใช่คอยชม้อยชวน สตรีมีดวงใจเป็นดวงไฟไม่ผันผวนสร้างสมพลังมวลด้วยเธอล้วนก็คือคน สตรีมีชีวิตล้างรอยผิดด้วยเหตุผลคุณค่าเสรีชนมิใช่ปรนกามารมณ์ ดอกไม้มีหนามแหลมมิใช่แย้มคอยคนชมบานไว้เพื่อสะสมความอุดมแห่งผืนดิน! จิระนันท์ พิตรปรีชาประชาธิปไตย, 4 พฤศจิกายน 2516

บทกวี ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน

วิญญาณหนังสือพิมพ์ (จิตร ภูมิศักดิ์)

โคลงสี่สุภาพ ขันเอยขันมนุษย์บ้า บวมบอ หุยฮา ! ฟ้าม่านดำทมึนมอ มืดตื้อ ฟอกถ่าน….ถ่านจักลออ ขาวอล่อง มีฤา …

บทกวี ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน

โคลงสรรเสริญเกียรติกรุงเทพมหานครยุคไทยพัฒนา ตอนที่ 3 – หนุมานอมพลับพลา (จิตร ภูมิศักดิ์)

ฉบัง   อ้า…กรุงเทพมหานคร ยุคพัฒนากร นอนละเมอเพ้อพัฒนาการ พัฒนาอาชีพเชี่ยวชาญ ไทยนี้ชำนาญ อาชีพแจ่มแจ๋วอัศจรรย์ ซื้อขายสินค้าสำคัญ ยื้อแย่งแข่งขัน …

บทกวี ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน

โคลงสรรเสริญเกียรติกรุงเทพมหานครยุคไทยพัฒนา ตอนที่ 2 – หิรันตยักษ์ม้วนแผ่นดิน (จิตร ภูมิศักดิ์)

ร่ายพัฒนา โอม…ละลายมหาละลายควายเขาระฟ้า บ้าเลือดเดือดดุตาประทุเป็นเปลวเพลิง เคี้ยวดินกระเจิงอยู่คะคึกคะคึก เขมือบป่าลึกอยู่คะโครมคะโครม โฉมหน้าฉุบวมสวมชาติหิรัณยักษ์ แหกหักมหาอวิจี ผุดปฐพีมาเกิด ฟื้นกำเนิดจากรามเกียรติ์ จากภาพเขียนกลียุค …

บทกวี ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน

โคลงสรรเสริญเกียรติกรุงเทพมหานครยุคไทยพัฒนา ตอนที่ 1 – สรรเสริญเกียรติกรุงเทพมหานคร (จิตร ภูมิศักดิ์)

ร่ายพัฒนา โอม…ธรณีประลัย แผ่นดินไทยดั่งดินเดือด ฟ้าสีเลือดคำรณ ครางเกียรติกระดางลางลือระบัด อา…ยุคพัฒนาการ จอมอันธพาลเถลิงอำนาจ ปวงประชาราษฎร์อาเภท เปรตกู่ก้องร้องตระเมิม กระหายเหิมแลบลิ้นอยู่วะวาบวะวาบ …

บทกวี ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน

การทำบุญ “เพื่อตัวกูดูชอบกล” (จิตร ภูมิศักดิ์)

ทำบุญเชิญคุณคุณช่วยกันคิดสักนิดเหนอทำอย่างไรคือทำบุญนะคุณ…..เออผมคนเซ่อต้องถามเรื่อยเปื่อยเปื่อยไป “การฆ่าไก่ไปวัดจัดเป็นบุญ”จริงเร้อ…..คุณ! ผมชักงงออกสงสัยศีลปาณาห้ามฆ่าสัตว์ถนัดใจไหงฆ่าไก่ตัวเบ้อเร่อ….เฮอ…..นิจจา! บ้างขนของมามากมายถวายพระเพราะหวังลาภสักการะเจียวสิหวาเพื่อชาติอื่นได้เกษมเปรมปรีดาเซ็งลี้บุญเหมือนพ่อค้าค้ากำไร การทำบุญที่แน่แท้ที่สุดคือทำดีแก่มนุษย์ทั้งน้อยใหญ่คือช่วยเหลือเกื้อกูลหนุนกันไปคือปลดให้เขาพ้นทุกข์ที่รุกรน เก็บดอกเบี้ยหูฉี่เงินปรี่ถุงนอนตีพุงกรอกหัวตัวเป็นขนเช้าใส่บาตรเย็นตรวจน้ำพร่ำสวดมนต์นั่นหรือคนทำบุญ….บุญ…นิจจา! สร้างบ่อน้ำทำสะพานการกุศลสร้างถนนบำรุงด้านการศึกษาเพื่อมวลชนทั่วทั่วไปได้พึ่งพาจักได้บุญเสียยิ่งกว่าพร่ำสวดมนต์ การสร้างพระสร้างเจดีย์ที่โตใหญ่เห็นจะพอแล้วผองไทยฟังเหตุผลเรามีวัดมากจนเกินเดินแทบชนพระภิกษุสมตนแล้วทั่วกัน มาเถิดมาทำบุญสุนทรทานช่วยพยุงชีพชาวบ้านให้สุขสันต์เขายังทุกข์มิใช่น้อยนับร้อยพันเป็นภาระที่สำคัญกว่าเจดีย์ เมื่อทุกคนได้อยู่ดีมีความสุขเขาย่อมมีใจสนุกกันเต็มปรี่ย่อมจักสร้างวัดหลากมากทวีสมกับที่เป็นแดนพุทธสุดวิมล …

บทกวี ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน

สหายเอย (จิตร ภูมิศักดิ์)

สหายเอยวานเฉลยว่าสตรีสวยที่ไหนสวยที่ตาซึ้งงามหวามหวิวใจสวยที่แก้มพริ้มอำไพผ่องชมพู? สวยที่โอษฐ์เต็มอิ่มยิ้มน่าจูบสวยที่รูปร่างระหงทรงเพรียวหรู!สวยที่อกอันชายต้องร้องอู้ฮูสวยตะโพกผายชวนดูเดินแนบเนียน บ้างว่าสวยพริ้มพรายยามอายเหนียมบ้างว่าเยี่ยมก็ตรงตอนงอนปวดเศียรบ้างว่าสวยพร้อมสรรพเมื่อดับเทียนบ้างว่าสวยเพราะเธอเพียรให้ชมเชย สวยเพราะแสนรักผัวจนกลัวหงอสวยเพราะรอเป็นเท้าหลังฟังเฉยเฉยสวยเพราะผัวมีเมียน้อยปล่อยตามเคยสวยเพราะเป็นทาสเชลยเสมอไป สหายเอ๋ยคำเฉลยต่อไปนี้เข้าทีไหมสวยเพราะทำงานแข็งกร้านแกร่งไกรเพื่อช่วยมวลชนไทยที่มืดมน เพื่อช่วยให้เขาได้มีที่เรียนร่ำมีงานทำมีเงินจ่ายหายขัดสนมีบ้านอยู่อย่างเป็นสุขทั่วทุกคนงานเพื่อชนทั้งสิ้นอยู่กินดี สวยเพราะเป็นเท้าหน้าขวาหรือซ้ายเทียมเท่าชาย…เชิดความรักในศักดิ์ศรีใช่แขวนชีพไว้กับผัวชั่วตาปีใช้ความสามารถที่มีกอบกิจกรรม จงตื่นเถิด ! รู้ตนว่าตนสามารถจงองอาจอย่ายอมให้ใครเหยียบย่ำแม่แห่งลูก, …

บทกวี ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน

สู้อย่างไร? นักปรัชญาบอกข้าที (จิตร ภูมิศักดิ์)

ลุกขึ้นเถิดเพื่อนยาไยหน้าเศร้า คำเก่า ๆ มิได้บอกไว้ดอกหรือ อย่างท้อแท้แพ้พึมชึมกระทือ “ชีวิตคือการต่อสู้” รู้หรือยัง? กันก็รู้อยู่หรอกเหนอไอ้เกลอแก้ว ก็สู้แล้วจนหมดเนื้อเหลือแต่หนัง ยิ่งนับวันมันยิ่งหดหมดกำลัง …

บทกวี ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน

ความเปลี่ยนแปลง (นายผี)

โอ้เมืองไทยนี้มีตำ-นานคือเมืองคำแลใคร บ่ เคย เข็ญขร มีศิลาจารึกลือขจรโคลงฉันท์กาพย์กลอนก็ว่าบมีเวรภัย แสนสระนุกทุกทั่วกรุงไทยไพร่ฟ้าหน้าใสประดุจด้าวแดนสวรรค์ ชาวประชาหากินด้วยกันซื้อขายให้ปันบมีจะเป็นปากเสียง เทวราชบมิรู้ลำเอียงรู้เปรียบเทียบเคียงจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพราะเมืองไทยนี้มีตำ-นานคือเมืองคำเพราะใครบเคยเข็ญขร จึงกระเดื่องเลื่องล้ำกำจรทั่วทุกนครมาขุดเอาทองแดนไทย …